Pneumonia

โรคปอดอักเสบ  

Pneumonia

โรคปอดอักเสบ Pneumonia   หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า ปอดบวม ซึ่งโรคนี้เป็นการอักเสบของเนื้อปอดที่มักจะพบได้บ่อย โดยเฉพาะปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งในบางครั้งการติดเชื้ออาจจะถึงขั้นรุนแรงและทำให้ผู้ป่วยนั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจึงควรได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรค โดยบทความนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับโรคชนิดนี้กันว่ามีสาเหตุและการรักษาเป็นอย่างไร

Pneumonia สาเหตุของการเกิดโรค คืออะไร?

สามารถเกิดได้จาก 3 สาเหตุ คือ

  • จากการติดเชื้อ หรือที่เรียกกันว่า ปอดบวม

สามารถพบสาเหตุนี้ได้บ่อยที่สุดของในบรรดาสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคได้ทั้งหมด เชื้อโรคจะทำการเข้าสู่ปอด และจะก่อให้เกิดถุงลมของปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ ๆเกิดการอักเสบขึ้น ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา เป็นต้น ซึ่งเชื้อที่พบมักจะแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มช่วงอายุ และสภาพแวดล้อมที่อาจเป็นตัวการการเกิดโรค 

  • ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ 

คือ เกิดจากการที่ มนุษย์เรานั้นได้มีการหายใจเอาสารที่เป็นตัวการหลักที่สามารถทำให้รู้สึกระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจเข้าไปได้ เช่น ฝุ่น ควัน และสารเคมีที่ระเหย เป็นต้น

คนที่มีการแพ้ภูมิตัวเอง หรือ ภูมิต้านทานต่ำ ได้แก่

  • ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี (SLE)
  • ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกแฝด เด็กขาดสารอาหาร
  • ผู้สูงอายุ 
  • ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยเอดส์
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน

หากมีอาการของโรค สามารถสังเกตได้ ดังนี้

  • ไอ หรือ มีเสมหะ
  • มีไข้สูง และอาจจะตัวร้อนตลอดเวลาหรือหนาวสั่น
  • หายใจค่อนข้างลำบาก หรือ หายใจหอบเร็ว
  • เจ็บแปลบหน้าอกเวลาหายใจเข้า 
  • ไอแรงร้าวไปที่หัวไหล่หรือสีข้าง

ภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นได้

  • การติดเชื้อในกระแสเลือด 
  • การหายใจล้มเหลว 
  • ภาวะน้ำคั่งในช่องเยื่อหุ้มปอด 
  • มีฝีในปอด

การป้องกันการเกิดโรค

  • เข้ารับารฉีดวัคซีนป้องกันเฉพาะโรค 
  • ควรล้างมือเป็นประจำ เพื่อป้องกันการเอาสารที่จะสามารถก่อโรคได้เข้าสู่ร่างกาย
  • รักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • พักผ่อนให้เพียงพอต่อวัน 8-12ชั่วโมง จะดีที่สุด

 

การวินิจฉัยโรค

แพทย์วินิจฉัยได้โดยการซักประวัติและสอบถามอาการของผู้ป่วยว่ามีความเป็นมาอย่างไร ร่วมไปกับการตรวจร่างกาย โดยนอกเหนือจากนี้ ยังมีการตรวจเพิ่มเติมโดยใช้วิธีต่าง ๆ ดังนี้ 

  • ตรวจนับเม็ดเลือดขาวในเลือด เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ แต่ยังไม่สามารถแยกชนิดของเชื้อโรคได้อย่างแน่นอน
  • ตรวจวัดออกซิเจนในเลือด เพื่อดูว่าประสิทธิภาพของปอดในการลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดว่าลดลงหรือไม่
  • ตรวจ เพาะเชื้อจากเสมหะและเลือด เพื่อหาชนิดเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค
  • ภาพรังสีทรวงอก จำเป็นต้องทำเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและประเมินภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ

การตรวจวินิจฉัยจากห้องปฏิบัติการอื่น ๆ

  • ตรวจนับเม็ดเลือดขาวในเลือดว่ามีจำนวนที่เป็นปกติหรือไม่ เพื่อเป็นการมีไว้ต่อต้านเชื้อร้ายต่างๆที่เข้าสู่ร่างกาย
  • การย้อมเสมหะและตรวจจากกล้องจุลทรรศน์
  • การตรวจเสมหะเพาะเชื้อ
  • เพาะเชื้อจากเลือด ทำเฉพาะรายที่เป็นจนถึงขั้นรุนแรง
  • การตรวจคัดกรองไข้หวัดใหญ่ กรณีสงสัย
  • การตรวจเพิ่มเติมอื่น ๆ เช่น ทำการ CT scan หรือ ส่องกล้องผ่านช่องทางหลอดลม และพิจารณาโดยแพทย์เฉพาะทาง

ระยะเวลาในการฟักตัวของโรคปอดอักเสบ

ระยะเวลาฝักตตัวของโรคชนิดนี้นั้น อาจจะสั้นแค่เพียง 1-3 วัน หรืออาจจะนานจนถึงระยะเวลา 1-4 สัปดาห์ โดยขึ้นอยู่กับบุคคล

การรักษานั้นสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

การรักษาแบบเฉพาะ

  • โดยในรายที่เป็นโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสนั้นไม่มียารักษาที่เฉพาะ 
  • รายที่เป็นโรคนี้จากการติดเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยควรที่จะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วที่สุด

 

การรักษาแบบทั่วไป

  • ให้สารน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการ ณ ตอนนั้น และแนะนำผู้ป่วยให้ดื่มน้ำเปล่าที่มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการต่อวัน จะอยู่ที่ 8-12แก้วต่อวัน
  • ใช้ยาขยายหลอดลมในรายที่มีหลอดลมตีบร่วมด้วย
  • ให้ออกซิเจนในรายที่มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำกว่ามาตรฐาน
  • ใช้เครื่องพยุงการหายใจ แต่ในกรณีนี้จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเกิดระบบหายใจล้มเหลวหรือหยุดหายใจ
  • ทำกายภาพบำบัดทรวงอก เพื่อช่วยให้เสมหะที่มีตกค้างอยู่ในปอดและหลอดลมออกจากร่างกาย

 

โดยโรคชนิดนี้สามารถทำการรักษาให้หายขาดได้ แต่การที่ไม่เป็นเลยย่อมเป็นผลที่ดีที่สุดแก่ตัวคุณเอง ฉะนั้นการรักษาสุขภาพร่างกายให้มีความแข็งแรงอยู่อย่างเสมอ ย่อมเป็นเรื่องที่คุณควรทำ เพื่อสุขภาพและร่างกายที่ดีของตัวคุณเอง

 

หากต้องการอ่านเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม คลิกที่นี่

หรือ ที่นี่