baby

โรคที่เด็กมักจะเป็น

โรคที่เด็กมักจะเป็น Baby

ในปัจจุบันนี้ ยุคที่มีเทคโนโลยีต่างๆ มามาย และสามารถเข้าถึงเด็กได้อย่างง่าย พ่อแม่บางคนอาจจะให้เทคโนโลยีเหล่านี้ทำการเลี้ยงดูบุตรแทนพวกเขาด้วยซ้ำ โรคที่มักจะเกิดในเด็ก baby ณ ปัจจุบันนี้มีเด็กไทยที่เป็น โรคสมาธิสั้น อยู่ มากกว่า สี่แสนคน โดยเกิดขึ้นในเด็กชายเป็นมากกว่าเด็กหญิงถึง 4 เท่า โดยบทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับโรคสมาธิสั้นนี้กัน ว่าเป็นอย่างไร และส่งผลกระทบต่อครอยครัวมากน้อยแค่ไหนในชีวิตประจำวัย

โรคสมาธิสั้นในเด็ก baby คืออะไร?

โรคนี้มักมีสาเหตุเกิดการสารในสมองของเด็กเกิดความไม่สมดุลกัน สมองไม่มีประสิทธิภาพที่เท่า ๆ กัน ซึ่งสมองถือเป็นอวัยวะที่คอยทำหน้าที่ควบคุม พฤติกรรม สมาธิ ความจำ การเรียนรู้ ความตั้งใจ การวางแผน การยับยั้งชั่งใจ การคิดคำนวน และการตัดสินใจ เมื่อเกิดความผิดปกติและไม่สมดุลของสารเคมีของสมองในส่วนนี้ จะเกิดการส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครอง

แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

  • ขาดสมาธิ วอกแวก ขี้ลืม
  • ซุกซนเกินเหตุ ไม่อยู่นิ่ง พูดมาก
  • หุนหันพลันแล่น ใจร้อน วู่วาม

วิธีการที่แพทย์จะให้ประเมิณเด็กว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ ได้แก่

1.เด็กไม่สามารถทำตามที่คนอื่นหรือพ่อแม่สั่งจนสำเร็จได้

2.ขาดสมาธิในขณะทำงานหรือเล่น

3.มีอาการไม่ค่อยฟังเวลามีคนอื่นพูดคุยด้วย

4.ไม่สามารถตั้งใจฟังและเก็บรายละเอียดได้ ทำให้ทำงานผิดพลาดอยู่บ่อย ๆ

5.ลักษณะนิสัยที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อย

6.พยายามหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้ความคิดหรือสมาธิ

7.เกิดอาการวอกแวกง่าย

8.เทำของใช้ส่วนตัวหรือของใช้ที่จำเป็นสำหรับการเรียนหายอยู่บ่อยๆ

9.ขี้ลืม

10.ยุกยิกหรืออยู่ไม่สุขตลอดเวลา

11.นั่งไม่ติดที่ ลุกเดินบ่อยๆ ขณะอยู่ที่บ้านหรือในห้องเรียน

12.ชอบวิ่ง หรือปีนป่ายสิ่งต่างๆ

13.พูดมาก พูดไม่หยุด

14.เล่นเสียงดังและเล่นอย่างรุนแรง

15.ตื่นตัวตลอดเวลา หรือดูตื่นเต้นง่าย

16.โพล่งคำตอบเวลาครูหรือพ่อแม่ถาม โดยที่ยังฟังคำถามไม่จบ

17.ไม่สามารถรอคอยได้ มีอาการใจร้อนใจด่วน

18.ชอบขัดจังหวะหรือสอดแทรกเวลาผู้อื่นพูดอยู่

และหากเด็กคนใด เกิดมีอาการเหล่านี้เกิน 5 ข้อขึ้นไปก็มีโอกาสสูงที่จะเป็น “โรคสมาธิสั้น”

วิธีรักษาโรค

  1. การปรับพฤติกรรม และกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก
  2. รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง โดยแพทย์จะเลือกชนิดยาที่เหมาะกับอาการและวัยของเด็ก
  3. การเรียนแบบตัวต่อตัว เป็นการช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กให้ได้ผลที่ดียิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะในเด็กที่เป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ร่วมด้วยนั้นจะเรียนไม่ทันเพื่อน พ่อแม่ผู้ปกครองควรหาวิธีแก้ไขและดูแลเด็กอย่างถูกวิธีและเหมาะสม
  4. เข้าพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ผู้ปกครองจะได้ทำความเข้าใจและขอคำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง การสื่อสารกันระหว่างแพทย์ ครู และผู้ปกครอง เพื่อลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กที่อาจเกิดขึ้นได้

และถ้าหากลูกของคุณมีอาการที่เข้าข่ายว่าจะเป็น โรคสมาธิสั้น พ่อแม่ควรรีบทำการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะจากงานวิจัยพบว่า เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นจะไม่สามารถดึงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการเรียน และมนุษย์สัมพันธ์ เด็กจะขาดความมั่นใจในตัวเอง  โดยในบางกรณีหากเมื่อเด็กโตขึ้นอาจจะสามารถหายได้เองเพียง 40% เท่านั้น ในขณะที่เด็กที่ 60% เหลือเมื่อโตขึ้นอาจมีความรุนแรงของอาการสมาธิสั้นมากขึ้นตามไปด้วย

 

หากต้องการอ่านเรื่องอื่นๆเพิ่มเติม คลิกที่นี่

หรือ ที่นี่