บทเรียนจากวิกฤติไวรัสโควิด (Covid-19)

         ทุกคนคนจะอาจได้เห็นหรือได้รับผลกระทบกันแล้วจากวิกฤติไวรัสโควิด (Covid-19)แต่ก็มีคนหลายกลุ่มไม่ได้รับผลกระทบ หรือยังไม่ได้รับผล หากจะว่าไปบางเรื่องนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดจากวิกฤติไวรัส แต่ควรตระหนักไว้บ้างว่าผลกระทบเหล่านี้อาจมีขึ้นกับเราสักวันได้ซึ่งก็แล้วแต่ความประมาทในการใช้ชีวิตของแต่ละคน ความพอเพียงไม่เพียงพอเป็นสิ่งแรกที่น่าจะเห็นผลโดยอย่างยิ่งเมื่อตอน Lockdown ปิดเมือง ก่อนหน้านี้ ทำให้เศรษฐกิจชะงักทันที หลายคนได้เข้าใจดีว่ามันส่งผลถึงเราได้จริงไม่ไกลตัว ที่แม้จะผ่านมาหลายเดือนผลกระทบจะยังคงส่งผลต่อมาอยู่เรื่อยๆ เช่น ภาพรวมเหมือนจะดีขึ้น แต่ธุรกิจหลากหลายกลับทยอยปิดตัวลง  และอดีตการดำรงชีพ ที่มีรูปแบบหารายได้แบบหาได้ใช้ไปคือความเคยชิน แต่จากวิกฤติไวรัสโควิด-19 คนที่ไม่มีเงินสำรอง คงไม่ต้องพูดถึง ผลกระทบชัดเจน ที่จริงอาจไม่ต้องมีวิกฤติไหนก็ได้ เพราะส่วนใหญ่มีวิกฤติตัวเองอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่ได้วางแผนอะไรจริงจัง มองว่าก็ยังดีกว่าคนอื่น หรือพอเพียงนั้น อาจเห็นแล้วว่าไม่เพียงพอ เพราะสำหรับประเทศเราต้องยอมรับแค่โชคดีที่สิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวยให้วิกฤติไม่หนัก และกระทบตรงๆ ไม่นาน ไม่เช่นนั้นหลายคน แม้จะมีเงินเก็บ ก็คงหมดไปได้เช่นกัน

มุมมองอาชีพและการงานที่เปลี่ยนไป

         มีคนตกงานกันเป็นจำนวนมาก คนเปลี่ยนงานเปลี่ยนอาชีพก็มากไม่แพ้กัน รวมถึงการหาอาชีพเสริมกันอย่างที่ไม่เคยเป็นกันมาก่อน หาได้ไหม? ดีขึ้นไหม? ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งซึ่งสะท้อนชัดเจนคือการแสดงออกของผู้คนให้เห็นว่าไม่มีใครมั่นใจ หรือไว้ใจในอาชีพ การงานที่ตนทำอีกต่อไป
ข้าราชการ น่าจะกลับมาเป็นเป้าหมายทางอาชีพของคนที่ยังเลือกได้ หรือส่วนเอกชนด้านสวัสดิการและความมั่นคงอาจเป็นที่สนใจ ตัวเลขเงินเดือนของผู้คนได้ไม่มากก็น้อย
อาชีพอิสระ สำหรับบางคนอาจไม่เกี่ยวกับประเภทงาน และการเงิน แต่เป็นอาชีพที่ไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป เหมือนหลายคนกำลังหันมาทำเกษตร และขายอาหารกันมากมายเพราะคิดว่าอย่างไรคนก็ต้องกิน

บทเรียนของการลงทุน

         ในรูปแบบการลงทุนในรูปแบบใด เริ่มตั้งแต่ เปิดกิจการ ขยายกิจการ ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์ หรือหุ้น ก็ตาม ทุกวิกฤติย่อมทำให้เหล่านักลงทุนเรียนรู้ เป็นช่วงเวลาแยกคนเก่ง กับอวดเก่งออกจากกันชัดเจน แต่ส่วนหนึ่งวิกฤตินี้ก็ไม่เหมือนกับวิกฤติการเงินที่ผ่านๆ มา และยังไม่แน่ชัดนักว่าทิศทางจะเป็นอย่างไรต่อไป แน่นอนมันก็ต้องได้บทเรียน เรียนรู้กันไปในมุมหนึ่ง
แต่สำหรับผู้เป็นเจ้าของกิจการ หรือธุรกิจ หากไม่เคยใส่ใจมากพอในแง่การจัดการเงิน หรือแม้แต่การบริหารจัดการที่ดีพอย่อมก่อเกิดความเสียหายและโอกาสอยู่รอดเป็นไปได้ยาก

จับจ้องการเมืองมากขึ้น

         การเมืองยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและใกล้ตัวมากถึงแม้ว่าจะมีมุมมองต่างกันไป แม้จะในฝ่ายเดียวกันก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้บางคนสนใจการเมือง แต่ก็ไม่ได้เข้าใจความสำคัญของฝ่ายการเมืองที่ดีพอ
มองการบริหารบ้านเมืองจากผู้นำของประชาชน การเมืองมีบทบาทมากมายในการบริหารจัดการภาพรวม ทั้งในเชิงนโยบาย และสนับสนุน เราควรจะดีกว่านี้ หรือแย่กว่านี้การเมืองล้วนเกี่ยวข้อง หรือหากมองไปในบางประเทศ ยิ่งได้เห็นชัดว่าการเลือกดำเนินนโยบายบางอย่างส่งผลลัพธ์ในด้านเศรษฐกิจ หรือสังคมประเทศนั้นๆ อย่างไร นี่ล่ะการเมืองที่ใครอาจมองว่าไม่สำคัญ..

ภาพชนชั้นสังคมชัดขึ้น

         ใครที่ติดภาพสวยงาม จาก Social Network จนเคยชิน ที่คนส่วนใหญ่มักอวดภาพลักษณ์ความสะดวก สบาย มั่งมี จนทำให้เราแอบรู้สึกตัวเองไปเลยว่า นี่เราทำไมจนจัง ด้อยจัง แต่ถึงตอนนี้ ผมเชื่อว่าคิดแบบนี้น้อยลงมาก
เราได้เห็นคนบ่นมากขึ้น คนดิ้นรนมากขึ้น ได้เห็นข่าวสะเทือนใจในความลำบาก ความไม่มี ที่สะท้อนความเป็นจริง เพราะเป็นช่วงภาวะที่คนไม่อายที่จะบอกว่าตัวเองแย่ เพราะต่างก็รู้ว่าแย่ลงกันหมด และในข้อดีก็เห็นด้านความมีน้ำใจ เห็นการช่วยเหลือแบ่งปันกัน และทำให้เรากล้าจะเปิดตัวตนแบบที่เป็นมากกว่าที่อวดเกินจริงกันมากขึ้นด้วย

การวางแผนเริ่มต้นขึ้น

         คนส่วนใหญ่ชอบความสบาย จึงไม่แปลกอะไรที่หลายคนไม่ชอบวางแผน จริงอยู่ที่สถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้วางแผนก็อาจรับมือได้ยาก หรือไม่มีใครคาดเดาได้ ทว่าส่วนหนึ่งการได้วางแผน กับไม่ได้วางแผนก็ไม่มีทางได้ผลลัพธ์เท่ากัน เช่น ถ้าวางแผนการเงินไว้บ้างแม้ต่างจะเดือดร้อน แต่ย่อมเดือดร้อนน้อยกว่าคนที่ไม่ได้วางแผนเลย

ได้ดูแลตัวเองมากขึ้น

         หลายคนละเลยมาตลอด ทั้งที่เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งของเรานั่นคือ สุขภาพและสุขอนามัย วิกฤติครั้งนี้ เป็นแรงกระตุ้นสำคัญ ด้านหนึ่งสำหรับคนที่สุขภาพร่างกายดีก็มีความได้เปรียบ เพราะโอกาสติดยากกว่า ถ้าติดขึ้นมาโอกาสป่วยรุนแรงก็จะน้อยกว่า
อีกส่วนสำคัญคื สุขอนามัย ที่จริงเรื่องการล้างมือบ่อย การระมัดระวังการสัมผัสที่ไม่จำเป็น เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ควรกระทำ จะสังเกตได้ว่า วิกฤติครั้งนี้เกิดช่วงฤดูร้อนบ้านเรา แต่เรื่องท้องเสีย ท้องร่วงเป็นปัญหาน้อยทันทีเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา หากมองไป หวัด ไข้หวัดที่ปกติคนก็เป็นกัน ติดกันทั่วไป กลายเป็นน้อยลงด้วย นี่ก็เพราะต่างดูแลสุขอนามัยกันดีโดยส่วนใหญ่นั่นเอง

เห็นคุณค่าของเวลา

         ได้เห็นคุณค่าของเวลา ก็ดูอาจไม่ชัดเจนนักสำหรับบางคน แต่ถ้าบอกว่าเกือบทุกคนมีเวลามากขึ้นน่าจะชัดเจนกว่า แถมต้องอยู่เฉยๆ เพราะหลายคนหยุดงาน หยุดเรียน แม้ทำงานก็ทำน้อยลง มีเวลาจะไปไหนก็ไปไหนไม่ได้
บางคนอาจคิดว่าได้ใช้เวลาชดเชยบางอย่าง เช่น ดูซีรีส์ เล่นเกมส์ กระทั่งการนอนที่หลายคนโหยหา แต่เชื่อได้ว่า คุณจะพบความอิ่มตัว เพราะพอมามีเวลาทำเรื่องพวกนี้มากจริง ๆ คุณก็จะเบื่อกันอยู่ดี และถ้าชีวิตยังมีปัญหาจากวิกฤติ ก็อาจไม่มีอารมณ์ทำสิ่งเหล่านี้ ตอนนี้เองหลายคนจะมีเวลาเพื่อทบทวนสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะด้านการดำเนินชีวิตหรือความสัมพันธ์ ต่างกันไปตามวัย ปัจจัย และสิ่งแวดล้อม ที่เชื่อว่าช่วงก่อนหน้าเราเคยมีความหวัง มีความคิด กระทั่งหลงใหลไปในบางสิ่งอย่าง แม้ที่จริงคนเราควรจะให้เวลาตัวเองได้มีสติ ทบทวนตนเองบ่อยๆ แต่คงมีน้อยคนที่ได้ทำ ณ วันนี้ก็เป็นเรื่องดีที่ช่วงที่ผ่านมาคงได้มีเวลาทบทวนเรื่องราวเหล่านั้นให้มากพอ รวมถึงการระลึกได้ว่า ที่ผ่านมาเรามีเวลาให้ตัวเราเอง และครอบครัวแบบจริงจังน้อยเหลือเกิน

รับมือความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น

ในอีกด้านของแต่ละคนก็ได้เห็น เจอ ประสบเรื่องราวไม่คาดคิดมากมาย จะจากตนเองหรือผู้อื่น จะเหมือนเรื่องที่กล่าวไปแล้วหรือไม่ก็ตาม และหลายอย่างก็ยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร แต่ก็เชื่อว่าจิตใจหลายคนเริ่มเข้มแข็ง เริ่มได้บทเรียนจากความไม่แน่นอนต่างๆ แม้ปัญหาจะยังเกิดอยู่ หรือยังแก้ไม่ได้ในตอนนี้ แต่คงมีจิตใจที่ดีกว่าแรกๆ และเมื่อวิกฤตินี้ผ่านพ้นไปหลายคนคงพร้อมที่จะรับมือกับอะไรๆ ที่ไม่แน่นอนกันได้ดีกว่าเดิมแน่นอน

         บทเรียนนี้คงจะบอกอะไรเราได้หลายอย่างมีทั้งดีและแย่ บางคนก็ดีกว่าเดิมในขณะที่หลายคนดูจะแย่ลง และ หลายคนอาจได้ค้นเจอตัวตน หลายคนก็ไม่ แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้เรากลับมาทบทวน เรียนรู้อะไรหลายอย่าง

มองเป็นเรื่องที่ดีก็ยังมองได้ว่าทุกวิกฤติย่อมผ่านไป และเราทุกคน เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ อยู่ที่บทเรียนเหล่านี้มีประโยชน์กับเราแค่ไหนที่เราจะเริ่มต้นคิดใหม่ทำใหม่ให้ดีกว่าเดิมได้ด้วยตัวเราเอง